โลกอินเตอร์เน็ต

โลกที่ไร้พรมแดน ไร้ขีดจำกัด ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

นาโนเทคโนโลยี

วิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนไป ก้าวสู่ยุคที่ทันสมัยขึ้น

เทคโนโลยีโทรคมนาคม

เปิดโลกกระทัดของการสื่อสาร เชื่อมต่อได้เร็ว ก้าวไกลสู้ภายนอก

เทคโนโลยีการศึกษา

เด็กๆ มีสิทธิเท่าเทียมกัน แม้อยู่ห่างไกลก็เรียนได้

โลกอนาคต

ยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสูง เพื่อความสะดวก สบาย ของคนบนโลก

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Learning Contract



Learning  Contract  ข้อตกลงระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน

“Education is a lifelong process of continuing inquiry and the development of skills needed for self-directed inquiry.”

ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาที่ผู้สอนเน้นการป้อนความรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยนักเรียนมีส่วนร่วมในขบวนการจัดการเรียนการสอนน้อยอาจไม่ค่อยเหมาะสมนักสำหรับการศึกษาแบบผู้ใหญ่ ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนมากขึ้นและผู้เรียนเองสามารถกำหนดวิธีการเรียน และเนื้อหาที่ต้องการจะเรียนรู้ได้ พร้อมทั้งขบวนการเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นตลอดชีวิต จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว Malcolm Knowles จึงได้บัญญัติศัพท์เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนแบบผู้ใหญ่ขึ้นมา คือ Andragogy or Adult Learning ในปี 1968 โดยในการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว จะมีการกำหนดข้อตกลงระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเพื่อหาวิธีการเรียนที่เหมาะสมและสะดวกแก่ผู้จัดการสอนให้ตอบสนองต่อวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งการศึกษาแบบผู้ใหญ่มักจะจัดสรรวิธีการให้สามารถมีเวลาค้นคว้าด้วยตัวเองเป็นส่วนมาก (Self directed learning) นักการศึกษาจึงได้มีการบัญญัติศัพท์คำหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้มองรูปธรรมของการเรียนแบบผู้ใหญ่ได้ชัดเจนขึ้น คือ ข้อตกลงระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Learning contracts)

The concept of contract learning
"Contract learning is, in essence, an alternative way of structuring a learning experience: It replaces a content plan with a process plan." Malcolm S Knowles (1991, p.39).

Learning contract ได้ถูกนิยามไว้ว่า หมายถึง ข้อตกลงระหว่างผู้เรียน (หรือกลุ่มผู้เรียน) กับผู้สอน (หรือทีมผู้สอน) ในฐานะตัวแทนของสถานศึกษา เกี่ยวกับกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ หรือแม้กระทั่งเจตคติเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ไม่ว่าการเรียนรู้ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในห้องเรียนหรือจะเป็นการเรียนอย่างอิสระ แต่อาจมีคำอื่นๆปรากฏให้เห็นได้ เนื่องจากนักการศึกษาหลายท่านเห็นว่า คำว่า Contract มักมีความหมายไปในทางสัญญาทางกฎหมายมากกว่า คำอื่นๆ ที่มีใช้ให้เห็น อาทิเช่น

  Learning plan
  Learning commitment
  Study plan
  Learning agreement
  Self-development plan

Purposes of Learning Contracts

การมีข้อตกลงร่วมกันระว่างนักเรียนและผู้สอน เป็นไปเพื่อ
1.เพื่อทำให้หลักสูตรมีความสมบูรณ์พร้อม
2.เป็นการเพิ่มทักษะด้านการเรียนรู้ของนักเรียน
3.เพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนตามความถนัด ความสามารถในการเรียนรู้และ ความสนใจในรูปแบบการเรียนของผู้เรียน

Learning contract เป็นหนทางที่จะพัฒนาผู้เรียนของตนจากนักเรียนนักศึกษาที่ passive ให้กลายเป็น self-directed learner ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เป็น life-long learner ในอนาคต

What does it concern about?

อาจมีคำถามว่า แล้วข้อตกลงระหว่างผู้เรียนและผู้สอนมักคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ คงต้องอธิบายต่อว่า เน้นความสำคัญเพื่อการประเมินการเรียนการสอน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้เรียนว่า ทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักเรียนมีความเข้าใจตรงกันว่า งานที่ส่ง วิธีการประเมิน ต้องสอดคล้องและบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือข้อกำหนดของหลักสูตรด้วย

Type of learning contracts

1.Fully self directed: นักเรียนจะร่างข้อตกลงขึ้นมาก่อนแล้วค่อยขอความเห็นจากอาจารย์ผู้สอนว่าสมควรหรือไม่
2.Prescribed: จุดประสงค์และกฎเกณฑ์การประเมินการเรียนการสอนจะถูกร่างขึ้นมาก่อนแล้วตามข้อกำหนดของหลักสูตร

How to develop a learning contract?
Knowles (1986) ได้เสนอแนะว่า learning contract ควรมีองค์ประกอบดังนี้:
1. ความรู้ ทักษะ หรือเจตคติ ที่ผู้เรียนต้องการจะพัฒนาให้เกิดขึ้น ถือเป็นวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในครั้งนี้ (จะเรียนรู้เรื่องอะไร?) (The knowledge, skills, attitudes, and values) หรือ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (learning objectives);
2. วิธีการ แนวทาง หรือทรัพยากรสนับสนุนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (จะเรียนรู้อย่างไร?) (Learning resources and strategies);
3. เงื่อนเวลาในการดำเนินการสำเร็จในแต่ละขั้นตอน (เมื่อไรจึงจะดำเนินการแล้วเสร็จ?);
4. หลักฐานเพื่อแสดงว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว (ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว?)
5. แนวทาง หรือวิธีการที่จะใช้ในการประเมินผลกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด (จะใช้หลักการอย่างไรในการให้ผ่าน ไม่ผ่านหรือตัดเกรด?)
หรือหากจะแบ่งข้อกำหนดในข้อตกลงระหว่างผู้เรียนและผู้สอนให้ชัดอาจแบ่งเป็นส่วนๆได้แบ่งดังนี้
1.อะไรคือสิ่งที่ผู้เรียนควรจะได้เรียน
2.ขบวนการเรียนรู้จะสำเร็จได้อย่างไร
3.ขบวนการเรียนรู้จะได้รับการประเมินอย่างไร


นิยามหรือคำอธิบายแนวคิด (Concept) ของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองเป็นแนวคิดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียน ผู้สอน และสถานศึกษา จำเป็นต้องมีความเข้าใจร่วมกันเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละบุคคล
Knowles (1980) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ว่าเป็นลักษณะของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้คิดริเริ่มวินิจฉัยความต้องการการเรียนรู้ของตน ระบุวัตถุประสงค์และกำหนดแผนการเรียนรู้ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้นั้นด้วยตนเอง ทั้งนี้อาจอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือไม่ก็ได้กระบวนการการเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถเริ่มต้นด้วยการใช้การสร้างกลุ่มเพื่อช่วยให้เกิดการผลักดันสู่ความต้องการ และอาจใช้เพื่อนร่วมกลุ่มเป็นผู้อำนวยความสะดวกก็ได้ รวมทั้งมีการสร้างแรงจูงใจจากการที่บุคคลต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและจำเป็นต้องใช้การเรียนรู้ใหม่ ทักษะใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในการเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองนี้ อาจมีการต่อต้านจากผู้เรียนบ้างในระยะเริ่มต้นบ้างจนกว่าผู้เรียนจะได้รับความสำเร็จจากการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองดังกล่าวนอกจากนั้น Knowles (1975) ยังชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ซึ่งมีบรรยากาศของผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยผู้สอนแสดงบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกมากกว่าทำการสอนโดยตรงเพียงลักษณะเดียว และในแนวคิดดังกล่าวนี้ผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวางแผนการเรียนรู้ของตน การลงมือปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ของตนเองและการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับผู้สอนต้องมีบทบาทช่วยสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน และช่วยออกแบบทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
Oddi (1987), Kasworm (1983) และ Wallace (1980) ได้ให้ความสำคัญของผู้เรียนโดยเฉพาะบุคลิกภาพและความคิดเห็นของผู้เรียนแต่ละบุคคล ว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการคิดริเริ่มเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จต่อการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล และสอดคล้องกับแนวคิดของ Brockett and Hiemstra (1991) ที่ได้เสนอว่าการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองขึ้นกับองค์ประกอบหลัก 2 ประการ คือ ลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลและวิธีการในกระบวนการเรียนการสอน โดย Brockett (1983) เสนอลักษณะบุคลิกภาพของผู้เรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้นั้นต้องเกิดขึ้นจากการสร้างแรงจูงใจ การรับรู้ และภาวะทางอารมณ์ของบุคคลดังกล่าว
นอกจากนี้ Houle (1980) ได้นำเสนอรูปแบบกระบวนการในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง 3 รูปแบบ คือ 1.) การเรียนรู้ผ่านบทเรียนการเรียนรู้ 2.) การเรียนรู้ผ่านแหล่งข้อมูล และ 3.) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และBrookfield (1981) พบว่าผู้เรียนและกลุ่มมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเรียนรู้ผ่านบทเรียน ส่วนการเรียนรู้ผ่านแหล่งข้อมูลสัมพันธ์กับบุคคล และการเรียนรู้จากประสบการณ์สัมพันธ์กับกลุ่ม
สรุปได้ว่า การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองคือกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตน โดยการกำหนดความต้องการและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ รวมทั้งการออกแบบประสบการณ์และทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของตนตลอดจนการประเมินผลด้วยตนเอง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องสำหรับการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
การเรียนรู้ด้วยการนำตนเองประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ
1. ผู้เรียน (Learners)
ผู้เรียนต้องแสดงบทบาทของการชี้นำการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การกำหนดความต้องการ การเรียนรู้ การออกแบบแผนการเรียนรู้ การกำหนดทรัพยากรการเรียนรู้ และการกำหนดวิธีการวัดและประเมินผล
2. ผู้สอน (Instructor)
ผู้สอนต้องแสดงบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป็นผู้สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเป็นผู้กระตุ้นเสริมแรงให้เกิดการเรียนรู้ในตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
3. แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆ (Learning Resources)
ทรัพยากรการเรียนรู้หรือแหล่งการเรียนรู้นี้ รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่สนองตอบต่อความต้องการการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
ผู้เรียนการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองควรเริ่มต้นด้วยการที่ผู้เรียนได้รับบรรยากาศสำหรับการแสวงหาคำตอบร่วมกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และการร่วมกันแสวงหาคำตอบระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (Mutual Inquiry) นอกจากนี้ผู้เรียนควรมีโอกาสวินิจฉัยความต้องการการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง
เมื่อผู้เรียนได้ตระหนักถึงความต้องการการเรียนรู้ที่แท้จริงของตนแล้ว ผู้เรียนและผู้สอนต้องร่วมมือกันสร้างและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนดังการ สอดคล้องกับแนวทางของการศึกษาที่เรียกว่า Andragogy ซึ่งหมายถึง ศิลป์และศาสตร์ของการช่วยเหลือผู้ใหญ่ให้เกิดการเรียนรู้( http://en.wikipedia.org/wiki/Andragogy)
แนวทางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับการนำตนเองคือการใช้ สัญญาการเรียนรู้ (Learning Contract) หมายถึงข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง การใช้สัญญาการเรียนรู้จึงเป็นการวางแผนการเรียนรู้ร่วมกันโดยประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ หลักฐานแห่งความสำเร็จ เกณฑ์และวิธีการประเมินผล และวันเดือนปีที่คาดว่าจะสำเร็จ

ผู้สอน
ผู้สอนต้องเริ่มต้นการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองด้วยการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ บรรยากาศอบอุ่น บรรยากาศแห่งการเคารพซึ่งกันและกัน บรรยากาศของการนำไปสู่การสนทนา บรรยากาศที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทบาทการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างชัดเจน และบรรยากาศของการไว้วางใจซึ่งกันและกันดังนั้นบทบาทและวิธีการเรียนการสอน จึงต้องนำไปสู่บรรยากาศแห่งการเรียนรู้ บทบาทของผู้สอนจึงต้องเปลี่ยนแปลงจากผู้ถ่ายทอดความรู้ สู่ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้หรือเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ร่วมกัน พิจารณาเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน

แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆ
ทรัพยากรการเรียนรู้หรือแหล่งการเรียนรู้เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองผู้เรียนสามารถเข้าถึง แหล่งข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ที่สนับสนุนได้อย่างทั่วถึง โดยผู้สอน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สอดคล้องกับความต้องการของตน ของแหล่งการเรียนรู้ตามนัยของมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะพบว่าแหล่งการเรียนรู้ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการ เป็นต้น

สรุปแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง
การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตน โดยการกำหนดความต้องการและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ รวมทั้งการออกแบบประสบการณ์และทรัพยากรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของตน ตลอดจนการประเมินผลด้วยตนเอง โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือเพื่อนร่วมทางการเรียนรู้ (Facilitators) กับผู้เรียน มากกว่าที่จะเป็นครูผู้สอนความรู้โดยตรง โดยมีบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง


ที่มา : http://wiki.edu.chula.ac.th, http://www.fmkkh.com

Brainstorming

การระดมพลังสมอง (Brainstorming)
การระดมพลังสมองคือ การเสนอวิธีการแก้ไขปัญหา หรือเสนอความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มโดยวิธีคิดแบบปัจจุบันทันด่วน เท่าที่ความคิดของสมาชิกคนใดคนหนึ่งจะคิดขึ้นมาได้ในขณะนั้น ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ มีแต่เสนอขึ้นมาเท่านั้น คำเสนอจะถูกบันทึกไว้ (บนกระดานดำ) เพื่อประเมินผลหรือตามมติภายหลัง
ควรใช้เมื่อสมาชิกในกลุ่มรู้จักกันดี มีความรู้ในปัญหานั้นแล้วพอสมควร และบรรยากาศของกลุ่มเอื้ออำนวยให้ทุกคนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ
ประโยชน์ของการระดมพลังสมอง
1. ให้โอกาสแสดงความคิดเห็นในปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องคอยไตร่ตรอง ไม่มีข้อจำกัดหรือการกีดกันใด ๆ ทั้งสิ้น
2. ได้รับความเห็นหลาย ๆ ด้าน ทำให้กลุ่มมีโอกาสในการพิจารณาเลือกหลายสิ่ง ไม่จำเพาะเจาะจงอยู่ในความคิดเดียวตลอดไป
3. สร้างกลุ่มให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์และสามารถนำไปใช้เพื่อความก้าวหน้าของกลุ่ม
4. เป็นวิธีที่ให้โอกาสแก่ทุกคนเสนอความคิดเห็นได้ ซึ่งจะช่วยสร้างให้กลุ่มเกิดมีคุณธรรมและเกิดความรักหมู่คณะขึ้น
การจัดเตรียม
1. การจัดกลุ่ม “ระดมพลังสมอง” มีอุปกรณ์สำหรับเขียนเช่น กระดานดำหรือกระดาษติดบอร์ดขนาดใหญ่ มีประธาน และสมาชิกกลุ่ม อาจเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ เพื่อช่วยในการจดบันทึกการประชุมหรือเขียนกระดานดำหรือบอร์ด
2. สมาชิกในกลุ่มมีจำนวนพอสมควร (10-15 คน) และให้เวลาแก่สมาชิกได้คิดชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะเริ่มเปิดแสดงความคิดเห็น
3. ปัญหาที่จะป้อนให้แก่กลุ่มมีทางออก หรือมีทางเลือกได้หลายนัย หลายด้าน
4. กำหนดเวลาให้แน่นอนว่าจะใช้เวลาเสนอนานเท่าไร จัดสถานที่ให้กลุ่มมีความเป็นกันเอง ตามสบายให้มากที่สุด

วิธีการและขั้นตอน
หน้าที่ของผู้นำ
1. แจ้งปัญหา หรือเรื่องที่ต้องการให้สมาชิกในกลุ่มได้เสนอความคิดเห็นให้ทุกคนทราบ มีคนคอยบันทึกข้อเสนอหรือความเห็นของสมาชิกบนกระดานดำ
2. แจ้งวิธี หรือสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มต้องปฏิบัติ เช่น เสนอความคิดสั้น ๆ อย่าให้ยาว จำกัดเวลา (วิธีการนำเสนอมีหลายวิธีพูดการเขียน)
3. จัดลำดับก่อนหลังเมื่อมีผู้อยากจะพูดในเวลาเดียวกัน 2 คน และพยายามกระตุ้นให้ทุกคนร่วมเสนอความคิดเห็นอยู่เสมอ
4. สร้างบรรยากาศให้ทุกคนได้ออกความคิดเห็นต่าง ๆ กันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
5. ประเมินผล หรือสอบคุณค่าของความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้มาจากกลุ่ม
หน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม
1. พยายามละทิ้งความคิดเก่า ๆ ที่เคยใช้อยู่และพยายามสร้างความคิดใหม่ ๆ ให้มาก
2. พยายามแสดงความคิดเสนอขึ้นมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
3. พยายามแสดงความเคารพในความคิดที่ผู้อื่นเสนอ แม้เราจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
ข้อควรระวัง
เมื่อเสร็จวิธีแล้วควรเปิดโอกาสให้สมาชิกให้เหตุผลกันเองว่าทำไมให้คำตอบเช่นนั้น แต่อย่าให้การเสนอความเห็นของสมาชิกยืดเยื้อเกินไป ไม่ควรมีการวิจารณ์ความคิดที่สมาชิกเสนอขึ้นมา ก่อนที่จะอธิบายปัญหาให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน
เมื่อสิ้นสุดการอธิบายแล้วจึงปิดอภิปรายเพื่อลงมติว่าคำตอบใดเป็นคำตอบที่ดีที่สุด


4.การสอนงาน(COACHING) 
การสอนงาน(COACHING) คือการที่คนๆหนึ่ง ช่วยให้ใครก็ตามพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน การสอนงานไม่ได้หมายถึงสาระของการสอนหรือบอกถึงวิธีการทำงานเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการช่วยเหลือ การให้คำแนะนำ การให้กำลังใจ และให้โอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น
การสอนงาน เป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้บังคับบัญชาที่พึงปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในอันที่จะให้เขาเกิดความเข้าใจงาน มีความชำนาญ และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ วิธีการปฏิบัติงานอย่างละเอียดและชัดเจน เพื่อจะนำไปสู่ความสำเร็จของงานการสอนงานถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ และยังช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในการทำงานร่วมกัน มีประโยชน์มากมายทั้งต่อ ผู้ได้รับการสอน ผู้สอน และต่อองค์กร
ความสำคัญของการสอนงาน มีดังต่อไปนี้
1. ไม่เกิดการลองผิดลองถูก การสอนงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพลดความผิดพลาดเสียหายและเวลาการทำงาน
2. การเรียนรู้เป็นไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์ เกิดการถ่ายทอดงานและเทคนิคการปฏิบัติงาน
จากหัวหน้าไปสู่ผู้ร่วมทีมงานช่วยให้เกิดความรู้ในการทำงานที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
3.  การปฏิบัติงานสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย สามารถปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
4. ไม่เสียเวลาแก้ไขงานที่ผิดพลาดและบกพร่อง
5.  ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาไว้วางใจกันและเป็นโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
6.  ทำให้องค์ความรู้ไม่ติดกับตัวบุคคลเมื่อมีการเข้าออกจากงานก็มีผู้สืบต่องานได้
บทบาทของผู้สอนงาน
1. ให้การสนับสนุนแก่พนักงานที่สนใจในการปรับปรุงการทำงาน
2. ให้การสนับสนุนสำหรับพนักงานที่สนใจในการปรับปรุงทักษะและประสบการณ์ใหม่
3. ให้คำแนะนำแก่พนักงานที่ต้องการทิศทางของอาชีพ
4. ให้ Feedback ของการปฏิบัติงานอย่างจริงใจและเป็นธรรม
5. ให้การสนับสนุนหรือแนะนำสำหรับพนักงานที่สนใจในการเปลี่ยนงานภายใน
คุณลักษณะของผู้สอนงาน
1. มีความรู้และความสามารถในงานที่จะสอน
2. มีความรักในการถ่ายทอดความรู้ และมุ่งมั่นจริงจังในการสอนให้เกิดผลสำเร็จ
3. การสร้างความเชื่อใจร่วมกันทั้งสองฝ่าย
4. เชื่อมั่นในตนเองและมีความตั้งใจในการสอน
5. ปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
6. มีทักษะในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ
7. มีความอดทนต่อพฤติกรรมของผู้รับการสอนหลักในการสอนงาน
1. ต้องชี้แจงให้ผู้รับการสอนเข้าใจวัตถุประสงค์ของการสอน
2. ต้องทำให้ผู้รับการสอนสนใจใคร่จะเรียนรู้งานที่จะสอน
3. ต้องมุ่งผลของการสอนงาน โดยคำนึกถึงผู้รับการสอนเป็นสำคัญ
4. ต้องให้ผู้รับการสอนรู้ว่างานอยู่ในขั้นตอนไหน และจัดการสอนให้มีสภาพเหมือนปฏิบัติงานจริง ทำให้ผู้รับการสอนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์
5. ทำโปรแกรมการสอนงานให้เหมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้รับการสอน
กระบวนการสอนงาน มีขั้นตอนดังนี้
1. การหาความจำเป็นในการสอนงาน
2. การจัดทำแผนการสอน
3. การเตรียมเนื้อหาวิชา
4. การจัดทำแบบซอยงาน คือ การนำงานที่จะสอนมาวิเคราะห์แยกเป็นส่วนๆ
5. การจัดเตรียมเอกสารและอุปกรณ์
6. การจัดเตรียมสถานที่
7. การประเมินผลการสอน

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

Knowledge Strategy


 Knowledge Strategy
การวางแผนกลยุทธ์ทางด้านองค์ความรู้ (Knowledge Strategy)
การวางแผนจัดการด้านองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้นั้น ไม่ต่างจากการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ (
Business Strategy) กล่าวคือ ผู้บริหารองค์กรและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทราบให้แน่ชัดว่ากำลังจะนำศาสตร์ด้าน KM มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ในลักษณะใดต่อองค์กร โดยจะต้องทราบอย่างแน่ชัดว่าจะใช้งานและบริหารจัดการองค์ความรู้เหล่านั้นในลักษณะใดโดยให้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นกับระบบ KM ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยจะต้องทราบอย่างแน่ชัดว่าจะใช้งานและบริหารจัดการองค์ความรู้เหล่านั้นในลักษณะใดโดยให้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นกับระบบ KM ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรของตน ในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย หากจะเริ่มต้นวางแผนออกแบบกลยุทธ์การจัดการองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจจะต้องว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาเพื่อออกแบบระบบที่มีความสอดคล้องกับการกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ นอกนั้นจะต้องตระหนักว่า แม้จะมีการออกแบบกลยุทธ์ในการจัดการองค์ความรู้ไปแล้ว กลยุทธ์ดังกล่าวก็ควรจะได้รับการตรวจสอบอยู่เป็นประจำว่ายังมีประสิทธิภาพและเข้ากันได้กับกลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การแข่งขันอยู่เสมอ


วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

COP



ขุมทรัพย์ความรู้/Knowledge Assets

Domain     การใช้สังคมออนไลน์อย่างถูกวิธี
CoP             Social Network
           เป้าหมาย(Desird State)            การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของการใช้สังคมออนไลน์ชีวิต  ประจำวันเราเพื่อให้ตระหนักถึงการใช้สังคมออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ประเด็นหลัก                               ข้อดีข้อเสียของการใช้สังคมออนไลน์ในชีวิตประจำวัน




วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีอนาคต



       หลายๆ ท่านอาจจะจำได้ กับภาพยนตร์แอคชั่นต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน เมื่อตัวเอกของเรื่องที่เป็นตำรวจ ไล่ตามจับตัวร้ายโดยใช้เครื่องมือแห่งอนาคตที่สามารถบอกตำแหน่งของตัวร้ายในรูปแบบของแผนที่ บนเครื่องมือขนาดย่อมคล้ายๆ PDA ทำให้สามารถตามจับตัวผู้ร้ายได้ หรือจะเป็นซีรีส์อีกเรื่อง ที่ตัวเอกเป็นตำรวจเช่นกัน สามารถระบุตำแหน่งของรถยนต์ที่กำลังขับอยู่ ผ่านหน้าจอคอนโทรลในรถ และดูแผนที่ของจุดที่กำลังจะไปได้ ในตอนนั้นผู้ชมคงคิดไม่ถึงว่าอีกไม่กี่ปีให้หลัง ภาพการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นจริง และไม่ใช่เพียงแค่การใช้งานทางด้านการทหารหรือตำรวจเท่านั้น แต่ยังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย 
        เทคโนโลยีดังกล่าวมีชื่อว่า GPS หรือระบบ Global Positioning System ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีใช้ช่วยในด้านการทหารในประเทศสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ท่านสามารถทราบตำแหน่งของจุดที่ต้องการได้ ด้วยระยะความแม่นยำสูง ความคลาดเคลื่อนเพียงแค่หลักเมตรเท่านั้น ระบบ GPS นี้เป็นการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ดังนี้
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
1.
ส่วนอวกาศ (Space Segment) ระบบ GPS จะเป็นการทำงานของดาวเทียม GPS จำนวนทั้งหมด 24 ดวง ที่โคจรอยู่รอบโลก ที่ความสูงจากพื้นโลกประมาณ 20,000 กิโลเมตร เป็นตัวส่งสัญญาณบอกพิกัดของจุดที่ต้องการทราบ สัญญาณดังกล่าวจะต้องถูกส่งมาจากดาวเทียมอย่างน้อย 3 ดวงขึ้นไป ในการส่งพิกัดที่ถูกต้องมายังอุปกรณ์บนพื้นโลก
2.
ส่วนควบคุมดาวเทียม (Control Segment) ซึ่งอยู่บนพื้นโลก ประกอบไปด้วย 1 สถานีหลัก และ 5 สถานีย่อยที่กระจายกันอยู่ตามตำแหน่งต่างๆ ศูนย์ควบคุมนี้จะทำหน้าที่ในการควบคุมและติดต่อสื่อสารกับดาวเทียม รวมทั้งคำนวณผลจากดาวเทียมแต่ละดวง และส่งข้อมูลที่ได้โต้ตอบกลับไปยังดาวเทียม ทำให้ข้อมูลที่ได้รับอัพเดทตลอดเวลา
3.
ส่วนผู้ใช้ (User Segment) ในส่วนของผู้ใช้นี้ จะเป็นการดูตำแหน่ง หรือพิกัดที่ได้รับจากดาวเทียม ผ่านการประมวลผลจากเครื่องมือรับสัญญาณ เพื่อให้ได้จุดของตำแหน่งที่ต้องการทราบได้
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
        หลายท่านคงสงสัยว่า การทำงานของระบบ GPS นี้จะมาช่วยอะไรในชีวิตประจำวันได้ นอกเหนือจากทางด้านการทหาร แต่ดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในข้างต้น เทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายด้าน ที่เห็นอย่าง ชัดเจนคือในงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการสำรวจ เช่น การสำรวจทางด้านภูมิศาสตร์ วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม การสำรวจเพื่อการทำแผนที่ การสำรวจทางทะเล นอกจากนั้น GPS ยังเป็นเครื่องมือ สำคัญให้กับเหล่านักบิน เพื่อช่วยการบอกเส้นทางหรือแผนที่ทางอากาศ และช่วยระบุจุดของเครื่องบินอีกด้วย
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
        ไม่เพียงแค่นั้น ในหลายๆ ประเทศ เทคโนโลยี GPS ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันมากขึ้น ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น GPS ได้ถูกนำมาใช้ร่วมกับเครื่องมือพิเศษ เพื่อช่วยในการระบุตำแหน่งของเด็ก หรือรถยนต์ ผ่านศูนย์บริการ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถโทรเข้าไปสอบถามตำแหน่งของสิ่งที่ต้องการได้ อีกทางหนึ่งคือการเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง ผ่านระบบ Web-based ทีมีให้บริการด้วยเช่นกัน
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
        ในประเทศทางแถบยุโรป เริ่มมีบางบริษัทนำเทคโนโลยี GPS มาช่วยในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตนเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการส่ง SMS โฆษณาสินค้า หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้รับ SMS เพื่อบอกว่าที่นี่ที่นั่นมีการลดราคาสินค้า แต่ด้วยการนำ GPS มาใช้ร่วมด้วยแล้ว ลักษณะของการได้รับ SMS จะเปลี่ยนไป เพราะเจ้าของสินค้าสามารถส่ง SMS ไปยังลูกค้าที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในห้างสรรพสินค้านั้นๆ ได้ทันที เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SMS นั้นๆ ได้อย่างมาก (ที่สำคัญ ลูกค้าจะต้องใช้โทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบ GPS ด้วยนะ)
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
       มาดูในประเทศไทย ที่จะลืมเสียไม่ได้ หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินการโฆษณาของระบบโทรศัพท์เจ้าดัง ที่สามารถตามหาตำแหน่งรถยนต์ที่ถูกขโมย เพื่อสั่งให้รถหยุดและไปตามกลับมาได้ ซึ่งนั่นคือความสามารถอีกอันหนึ่งของระบบ GPS เช่นกัน ซึ่งระบบดังกล่าวได้เตรียมจับมือกับผู้ให้บริการทางด้านแผนที่ เพื่อเตรียมพัฒนาบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ไม่เพียงแค่นั้น โทรศัพท์ระบบน้องใหม่อีกราย ยังนำเอาเทคโนโลยีนี้มาโชว์ให้ผู้ชมตื่นเต้นกันอีกด้วย บริการของเจ้าหลังจะเป็นไปไนด้านนำระบบ GPS มาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์หรือข้อมูลลักษณะต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การหาตำแหน่งของสถานที่ การหาเส้นทางการเดินรถ รวมไปถึงการระบุตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือของตนเอง และการหาตำแหน่งของโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องได้ด้วย
Description: http://www.mappointasia.com/images_MThailand/space.gif
       มาถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านอาจจะอยากให้เทคโนโลยีนี้มีให้บริการอย่างแพร่หลายเร็วๆ เพราะจะได้ติดตามตำแหน่งของสิ่งต่างๆ (โดยอย่างยิ่งสิ่งที่คุณรัก) ได้ง่ายๆ ซักที ในทางตรงข้าม หลายๆ ท่านอาจจะไม่อยากให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะอาจสร้างความลำบากให้กับตนเอง (จะทำอะไร ไปไหนไม่สะดวกเหมือนก่อน) แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้ผู้ให้บริการทั้งหลายอย่าลืมเพิ่มเรื่องสิทธิส่วนบุคคลในบริการต่างๆ ด้วยแล้วกันนะครับ
 

ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ



 เทคโนโลยี่สารสนเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก  ตัวอย่างเช่น

1.  การศึกษา  เทคโนโลยีสารสนเทศ  ช่วยในด้านการค้นคว้าศึกษาแหล่งข้อมูล      ทำให้การศึกษาง่ายขึ้นและไร้ขีดจำกัด   ผู้เรียนมีความสะดวกในการค้นคว้าวิจัย
2.  การดำรงชีวิตประจำวัน  ทำให้มีความสะดวกคล่องตัวและรวดเร็วในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  สามารถทำงานได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันได้หรือทำงานใช้เวลาน้อยลง
3.  การดำเนินธุรกิจ  ทำให้มีการแข่งขันระหว่างธุรกิจมากขึ้น  ทำให้ต้องมีการพัฒนาองค์กรเพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลาอันส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
4.  อัตราการขยายตัวทุก ๆ ด้านที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เพราะมีการติดต่อสื่อสารที่เจริญก้าวหน้าทันสมัย  รวดเร็วถูกต้องและ    ทำให้เป็นโลกที่ไร้พรหรมแดน
5.  ระบบการทำงานมีคอมพิวเตอร์มาใช้ซื่อสามารถทำงานได้มากขึ้น   งานบางอย่างมนุษย์ทำไม่ได้ก็ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำงานแทนซึ่งได้ผลถูกต้องรวดเร็ว

ที่มา   HATYAIWITTAYALAI  SCHOOL

ประวัติความเป็นมาเทคโนโลยีสารสนเทศ



เทคโนโลยีสารสนเทคคืออะไร

Description: http://www.siit.tu.ac.th/thai/blank.gifเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจัดการกับข้อมูล ข่าวสาร หรือที่เรียกว่าสารสนเทศ ศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นศาสตร์ที่ใหม่มาก และมีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน และถือเป็นหนึ่งในสามศาสตร์หลัก (เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีนาโน เทคโนโลยีชีวภาพ) ที่ถูกกล่าวว่าจะมีผลต่อสังคมในอนาคตมากที่สุด โดยปัจจุบัน มีผู้กล่าวถึง เทคโนโลยีสารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง โดยเราจะรู้จักกันทั่วไปในชื่อสั้นๆ ว่า ไอที (IT) รัฐบาลไทยเองก็เล็งเห็นความสำคัญด้านนี้มาก จึงมีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ที่เกี่ยวกับงานทางด้านนี้ขึ้น ชื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือเรียกย่อๆ ว่า กระทรวงไอซีที
Description: http://www.siit.tu.ac.th/thai/blank.gifเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีลักษณะเด่นคือมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวัน เช่น เราจะเห็นว่ามีการใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย มีการส่งอีเมล์ มีการท่องเว็บต่างๆ มีการส่งข้อมูลผ่านเว็บ มีการเล่นเกมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต นอกจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ยังมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวกับมือถือ เช่น มีการส่งข้อมูลผ่านทางมือถือ มีการดาวโหลดข้อมูลต่างๆ รวมทั้งเพลงผ่านมือถือ มีการสืบค้นข้อมูลหรือเล่นเกมผ่านมือถือ เป็นต้น ในทางอุตสาหกรรมก็มีการนำระบบสารสนเทศเข้าไปช่วยเพิ่มผลผลิตในโรงงาน ช่วยควบคุมดูแลเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้กระบวนการผลิตเป็นแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้มีการนำสารสนเทศไปใช้ในงานด้านธุรกิจเพื่อทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ โดยสามารถดูข้อมูลต่างๆ ได้ทันทีทั้งข้อมูลที่เป็นรายละเอียดและข้อมูลสรุป และช่วยในการสนับสนุนการตัดสิน บริษัทที่ทันสมัยทุกบริษัทต้องมีระบบสารสนเทศภายในองค์กร ในยุคต่อไป คอมพิวเตอร์จะมีขนาดเล็กลง มีความเร็วสูงขึ้น และมีหน่วยความจำมากขึ้น และที่สำคัญ ราคาของคอมพิวเตอร์จะถูกลงมาก ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทในสังคมของเรามากขึ้น โดยเราจะเรียกสังคมนี้ว่าสังคมยูบิคิวตัส (Ubiquitous) คือคอมพิวเตอร์อยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่เกิดจากคอมพิวเตอร์เหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศภายในบริษัทก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง จะเห็นได้ว่าบริษัทหรือองค์กรใหญ่จำเป็นต้องมีหน่วยงานด้านการจัดการระบบสารสนเทศ ปัจจุบันในโลกของธุรกิจ มีธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมาย ซึ่ง นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดก็คือ นักธุรกิจด้านไอที ซึ่งความจริงนี้แสดงให้เห็นว่า ไอทีได้เป็นศาสตร์ที่รับความสนใจและมีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

ที่มา   SIIT